ประกาศใหม่

ตำนานอุบะสุเทะ ภูเขาที่พ่อแม่ถูกทิ้ง

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555


ภาพจาก: http://johnnydombrowski.blogspot.com/2010/04/ubasute.html

ตำนานอุบะสุเทะ (Ubasute) ภูเขาที่พ่อแม่ถูกทิ้ง ที่ลูกทุกคนควรอ่าน
ในสมัยเอโดะ (ค.ศ.1603-1867)ประเทศญี่ปุ่นมีการปกครองด้วยระบบขุนนางมีเจ้าเมืองและซามูไรที่มีอำนาจลดหลั่นกันไปประชาชนทุกคนต้องเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าเมืองแบบไม่มีเงื่อนไข ช่วงที่ญี่ปุ่นถูกภัยแล้งคุกคามนานหลายปี เจ้าเมืองได้ออกกฎหมายขึ้นมาข้อหนึ่งว่าหากครอบครัวไหนมีพ่อแม่ที่อายุเกิน70ปีลูกต้องนำพ่อแม่ไปทิ้งบนเขา มิฉะนั้นจะถูกประหารเพราะถือว่าคนสูงวัยถึงเพียงนั้นเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ ยิ่งอยู่นานยิ่งเป็นภาระ ในทางตรงกันข้ามการตายเพื่อให้ลูกหลานได้อยู่ต่อนับเป็นการตายที่มีเกียรติสูงยิ่ง

ภูเขาสูงหลายแห่งจึงกลายเป็นหลุมฝังศพคนแก่ในกาลเวลาแห่งความพินาศในมิจฉาทิฏฐิเช่นนั้น ขึ้นไปสองคน แต่กลับลงมาหนึ่งต่อเนื่องกันไปอย่างนี้เรื่อยมา ชาวญี่ปุ่นเรียกภูเขาเหล่านี้ว่า "อุบะสุเทะ" ("อุบะ" แปลว่า คนแก่"สุเทะ" แปลว่า ทิ้ง)

ในยามรุ่งอรุณของเช้าวันใหม่เป็นวันที่แม่ของเคนจิอายุครบ 70 ปี ตลอดทั้งคืนเคนจิได้แต่กล้ำกลืนในความรู้สึกถึงการถูกบีบคั้นทางใจอย่างหนักชื่อของเขาแม่เป็นผู้ตั้งให้ในความหมายว่า เด็กที่สมบูรณ์ในทุ่งน้ำ เวลานึกถึงชื่อตนเองก็อดนึกถึงรอยยิ้มและดวงตาที่อ่อนโยนในความรักของแม่ที่มีแต่คำว่าไม่สิ้นสุดในสายตาคู่นั้นไม่ได้แต่วันพรุ่งนี้เขาถูกทางการสั่งให้เอาแม่ไปปล่อยทิ้งที่ภูเขาให้ตายบนยอดเขาสูงที่เดียวดาย...

ในเช้าวันนั้นเขาจัดเตรียมข้าวเป็นเสบียงเตรียมสานตะกร้าสำหรับใส่แม่ เมื่อทุกอย่างพร้อมก็อุ้มแม่วางลงในตะกร้า แล้วแบกขึ้นหลังและออกเดินทางไปยังภูเขาที่สูงชัน

มันเป็นการก้าวเดินไปในแต่ละก้าวที่หนักอึ้งของจิตใจเคนจิเป็นอย่างยิ่งเคนจิคิดถึงอดีตสัญญาว่าครั้งหนึ่ง...แม่เคยแบกอุ้มเราตั้งแต่เด็กในช่วงที่เราเติบโตเราเคยไม่สบาย แม่ก็แบกเราเอาไว้ข้างหลังตระเวนเข้าไปในหมู่บ้านยามวิกาลเคาะประตูขอร้องหมอให้รักษาไข้เรา เพื่อรักษาชีวิตของเรา แต่ครั้นบัดนี้เรากำลังแบกแม่ไปทิ้งเสียให้ตายเคนจิเดินไปก็น้ำตาไหลไปเพราะถูกบีบคั้นทางใจแต่แม่ของเคนจิก็เร่งให้นำพาตนไปทิ้งเสีย เพื่อไม่ให้ลูกต้องโทษถูกประหารเพราะฝืนกฎหมาย ฝ่ายลูกก็รักแม่ ฝ่ายแม่ก็ห่วงลูกเพราะในขณะที่เคนจิกำลังจดจ่อกับการปีนเขาที่สูงชัน แม่ผู้ชราก็สังเกตเห็นว่าท้องฟ้ากำลังมืดลงทุกทีๆ นางจึงเกิดความห่วงใยลูก กลัวว่าถ้าฟ้ามืดลูกชายอาจจะหลงทางอยู่บนเขาก็ไปนางจึงเอื้อมมือไปหักกิ่งไม้ กิ่งแล้วกิ่งเล่า เพื่อที่ว่าหลังจากลูกทิ้งนางไว้บนภูเขาแล้วลูกชายจะสามารถกลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย

ความรักของแม่นี้ไม่มีสิ้นสุดรักลูกจนตัวตายก็ยังรัก ยอมตายเพื่อลูก ให้อภัยต่อลูกในทุกๆ สิ่งครั้นเมื่อถึงเวลาที่แม่ลูกต้องจากกัน นางได้บอกลูกชายว่า "ลูกแม่ตอนที่เราขึ้นมาบนเขา แม่ได้หักกิ่งไม้ไว้ตลอดทางตอนลงจากเขาเจ้าจงสังเกตรอยไม้ที่แม่หักไว้ ก็จะถึงบ้านโดยปลอดภัย"

เมื่อเคนจิได้ยินดังนั้น ทันใดสายตาก็มองเห็นมือที่เต็มไปด้วยเลือดเพราะถูกกิ่งไม้ใบไม้บาดมือของแม่ที่ชราภาพสั่นเทาด้วยความเจ็บปวด ตามแขนตามร่างกายของแม่มีแต่รอยขีดข่วนแต่แม่ก็ไม่บ่นเลยและยังคงห่วงกังวลในตัวเขาจนถึงที่สุด เคนจิทรุดตัวลงเปล่งเสียงร้องไห้ดังก้องไปทั่วขุนเขาด้วยใจที่ทรมานเขากุมมือแม่ที่ชุ่มไปด้วยเลือดวางไว้บนศรีษะ เป็นการแสดงถึงการขอโทษ และก็ตัดสินใจว่าจะไม่ยอมทิ้งแม่ไว้บนภูเขาเด็ดขาดแม้ตัวเขาจะต้องถูกลงโทษเสียให้ตาย เขาก็จะยอมตายโดยไม่ฝืนคุณธรรมเช่นนี้เขาอุ้มแม่วางลงในตะกร้าอีกครั้ง แล้วแบกแม่ขึ้นหลังพาลงภูเขาและซ่อนแม่ไว้ในยุ้งฉางเพื่อหลบสายตาจากคนภายนอก

ไม่นานหลังจากนั้นเจ้าเมืองก็ประกาศคำปริศนาไว้สองข้อ และบอกว่าหากใครแก้ปริศนาเหล่านี้ได้ ก็จะให้คนผู้นั้นสมปรารถนาหนึ่งประการปริศนาข้อแรกคือ ให้ฟั่นเชือกขึ้นมาจากขี้เถ้า และสองคือให้ร้อยเส้นไหมลอดผ่านเปลือกหอยสังข์ เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ก็ยังไม่มีใครแก้ปริศนาได้เคนจิจึงนำเรื่องนี้ไปเล่าให้แม่ฟัง เมื่อเล่าจบแม่ก็ยิ้มแล้วสอนว่า "ลูกแม่เจ้าจงทำตามที่แม่บอกต่อไปนี้ สำหรับปริศนาข้อแรกให้เจ้าฟั่นเชือกขึ้นมาแล้วนำไปเผาให้ไหม้เป็นถ่านขี้เถ้าจะคงรูปเหมือนเชือกอยู่อย่างนั้น ส่วน ปริศนาข้อที่สองให้ผูกเส้นไหมกับขามดแล้วจับมดไปใส่ในเปลือกหอย หลังจากนั้นให้โรยน้ำตาลและจุดเทียนอีกด้านหนึ่งของเปลือกหอยเมื่อมดได้กลิ่นน้ำตาลและเห็นแสงเทียนก็จะพยายามเดินออกไปอีกด้าน"

ภายหลังเมื่อเจ้าเมืองรู้ว่าคนที่แก้ปริศนาได้ แท้จริงแล้วคือหญิงชราธรรมดาๆ คนหนึ่ง จึงเกิดความเลื่อมใสในภูมิปัญญาของคนชราและตัดสินใจยกเลิกกฎให้ทิ้งพ่อแม่ตั้งแต่บัดนั้น แม่กับลูกชายจึงใช้ชีวิตต่อมาอย่างมีความสุข

นี่จึงเป็นเรื่องราวความรักของแม่ที่เป็นสิ่งอัศจรรย์ ความรักที่มีแต่คำว่า “ให้” อย่างไม่มีลูกคนไหน "ให้" คืนกลับได้อย่างเท่าเทียม เพราะแม่ให้ทั้งชีวิต ให้ทั้งความรักจิตวิญญาณ การดูแลพ่อแม่ในยามที่ท่านดูแลตัวเองไม่ได้ถือเป็นการทดแทนบุญคุณของท่านเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากใครบอกว่าไม่สามารถดูแลพ่อแม่ได้ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม โปรดจำเรื่องนี้ไว้เป็นคติสอนใจตน อย่าปล่อยกาลเวลาให้ผ่านพ้นไป ทำดีต่อท่านเสมอในยามที่ท่านยังอยู่เถิด...

ข้อมูลจาก: http://www.yantip.com/redirect.php?tid=33448&goto=lastpost

ทำอย่างไรให้เป็นคนทำงานดาวเด่น

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555


 ภาพจาก: http://picsbox.biz/key/fun%20cheap%20gifts%20for%20men

หลายคนวาดฝันจะเป็นคนที่ทำงานเก่ง และมีประสิทธิภาพในการทำงานสูง แต่คุณสมบัติดังกล่าวต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำงานมาช่วยเสริมด้วย เรานำเคล็ดลับในการทำงานง่าย ๆ มาฝาก ซึ่งจะช่วยให้คุณกลายเป็นคนทำงานดาวเด่นที่เต็มไปด้วยความสามารถอย่างแน่นอน

1. ทำงานอย่างมีจุดมุ่งหมาย
การทำงานให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีจุดมุ่งหมายในการทำงาน ควรวางแผนให้ดีว่าในแต่ละวันที่มาทำงานนั้น จะทำงานชิ้นใดให้เสร็จก่อน หรือทำงานใดในลำดับต่อมา เพื่อจัดสรรเวลาในการทำงานไม่ให้ทับซ้อนกัน จนอาจเกิดความผิดพลาดและความล่าช้าในการทำงาน ไม่ควรทำงานไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน และเมื่อจบวันก็ลองมาทบทวนดูว่างานที่ทำจบลงไปนั้นมีสิ่งใดที่เราต้องแก้ไข ปรับปรุงส่วนไหนหรือไม่ พร้อมกับวางแผนการทำงานในวันต่อไป

2. หยุดทำงานแบบผัดวันประกันพรุ่ง

การผัดวันประวันพรุ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้คุณขาดประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะการทำงานแบบสบาย ๆ ไม่คำนึงถึงกำหนดเวลา ไม่เพียงแต่จะทำให้การทำงานล่าช้าเท่านั้น แต่ยังทำให้คุณต้องมีงานค้างสะสมเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ การทำงานแบบนี้จะทำให้คุณเหนื่อยหนักมากกว่าเดิม ปัญหานี้สามารถแก้ได้ด้วยการเริ่มต้นทำงานอย่างมีขั้นตอน และทำให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ ไป ไม่ปล่อยให้งานในวันนี้ต้องไปทำต่อในวันพรุ่งนี้ จนคุณไม่สามารถทำงานได้ทัน และอาจจะไม่มีเวลาพักผ่อนในที่สุด

3. ทำงานอย่างมีสมาธิ
นอกจากความสามารถแล้ว สมาธิก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยในการทำงาน เพราะหากคุณขาดสมาธิ ผลงานที่ออกมาก็จะขาดประสิทธิภาพตามไปด้วย ดังนั้น คุณต้องไม่ลืมที่จะทำงานอย่างมีสมาธิ โดยหามุมสงบซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถผลิตงานออกมาได้ดี มีสมาธิในการทำงานอย่างเต็มที่ ไม่วอกแวก หรือรับโทรศัพท์ตลอดเวลา แต่บางครั้งคุณอาจหาสถานที่เงียบสงบได้ยาก คุณอาจทำให้ด้วยการฝึกสมาธิให้จดจ่ออยู่กับงานให้มากที่สุดแทน

4. เพิ่มเติมความรู้เพื่อผลงานคุณภาพ

การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ จะช่วยเพิ่มพูนความสามารถในการทำงานของคุณให้มีมากขึ้น ไม่ว่าคุณทำงานอยู่ในสายงานใดก็ตาม คุณจำเป็นต้องเตรียมพร้อมตัวเองให้รับรู้ข้อมูลใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ข่าวสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ข่าวสารบ้านเมือง เทคโนโลยีใหม่ ๆ ตลอดจนข่าวสารเกี่ยวกับหน้าที่การงาน จะช่วยให้คุณเป็นผู้ที่มีความรู้กว้างขวาง และแก้ปัญหาได้อย่างทันสมัยมากขึ้น อีกทั้งการขวนขวายหาความรู้ใหม่ ๆ จะทำให้คุณไม่ยึดติดอยู่กับกรอบการทำงานแบบเก่า ๆ ซึ่งช่วยให้หน้าที่การงานของคุณพัฒนาไม่หยุดยั้ง

5. จดทุกอย่างให้เป็นระบบ

ในการทำงาน แม้ว่าคุณจะมีความจำที่ดีเพียงใดก็ตาม แต่เชื่อได้เลยว่าคุณไม่สามารถเก็บทุกรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานได้จนหมด เมื่อคุณขยันจำแล้ว คุณต้องไม่ลืมที่จะขยันจดด้วย คุณจึงควรมีสมุดเล่มเล็ก ๆ สำหรับจดรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานไว้ด้วย เพราะจะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น นอกจากนี้ การจดประเด็นเกี่ยวกับการทำงานที่เป็นแนวคิดใหม่ ๆ ยังสามารถนำไปใช้ในการแก้ไข และแลกเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้ด้วย

ข้อมูลจาก: http://th.jobsdb.com/TH/EN/Resources/JobSeekerArticle/workmotivation.htm?ID=2330

5 วิธีคิดให้ชีวิตไม่เครียด

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555


ภาพจาก: http://www.careerealism.com/get-inspired-things-hate-work/

เมื่อไรที่เราต้องเผชิญกับปัญหาในการทำงาน มีคนเคยบอกให้เราคิดบวก แล้วอะไร ๆ จะดีขึ้นเอง การคิดบวกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องงานเท่านั้น แต่วิธีนี้สามารถนำไปใช้ได้กับทุกที่ ทุกเรื่อง แม้แต่ในวันแย่ ๆ ที่อาจทำให้ท้อแท้  เพราะว่าทัศนคตินี่เองที่เป็นตัวกำหนดผลงานของเราในแต่ละวัน วันไหนเราสบายใจ เราก็ทำงานออกมาได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าวันไหนเราเคร่งเครียด เหนื่อยล้า ก็จะสะท้อนออกมาทางผลงานของเราเช่นเดียวกัน เหมือนทำงานให้ผ่านไปวัน ๆ เท่านั้นเอง แล้วเราจะยอมให้วันแย่ ๆ มีอิทธิพลกับเราถึงเพียงนั้นหรือ ถ้าเราทำงานด้วยอารมณ์ขุ่นมัว แน่นอนว่าเราจะไม่สามารถทำงานให้ดีได้ ซ้ำร้ายจะยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิมเสียอีก เรามาหาวิธีเปลี่ยนความคิดกัน เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนโลกสีเทา ๆ ในวันแย่ ๆ ให้มีสีสัน กระตุ้นความสดใสในวันทำงานให้กลับคืนมาอีกครั้งกันเถอะ

8 สิ่งน่าคิดจากบ้านใน “ประเทศไทย”

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555


ที่มาของภาพ : http://www.oknation.net/blog/civil/2008/09/21/entry-1
ปัจจัยหนึ่งที่เราต้องนำมาคิดวิเคราะห์สำหรับการออกแบบงาน สถาปัตยกรรมก็คือ “ที่ตั้ง” ซึ่งในที่นี้หมายถึงบ้านหรืออาคารนั้นตั้งอยู่ในประเทศใด มีภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร คอลัมน์ “สถาปัตยกรรม”ฉบับนี้ ขอนำเสนอรายละเอียดของบ้านที่เหมาะกับภูมิประเทศของเมืองไทย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองร้อนชื้น และมีฝนตกชุก มาดูกันว่ามีไอเดียการออกแบบอะไรบ้างที่น่าสนใจ

1. ยกพื้นดีกว่า

            เรือนไทยหรือเรือนพื้นถิ่นสมัยก่อนมักยกพื้นบ้านสูงจากพื้นดิน ปัจจุบันบ้านพักอาศัยโดยทั่วไปจะสูงจากพื้นประมาณ 40 - 70 เซนติเมตร บางบ้านกลัวปัญหาน้ำท่วมจึงยกพื้นสูงกว่านั้น ส่วนใหญ่นิยมยกพื้นชั้นล่างสูงขึ้น 1 เมตร เพราะเป็นตัวเลขที่ลงตัว แต่ความจริงแล้วมีค่าใช้จ่ายแพงมาก เนื่องจากระยะนี้ต้องใช้ทรายถมแทนไม้แบบ หากใช้ไม้แบบก็ต้องทิ้งไม้แบบนั้นไปเลย เพราะความสูงใต้พื้นคานไม่พอที่จะคลานเข้าไปนำไม้แบบออกมา ถ้าอยากประหยัดขอแนะนำให้ยกพื้นขึ้นอย่างน้อย 1.20 เมตร ซึ่งจะมีความสูงใต้พื้นคานเพียงพอที่จะนำไม้แบบออกมา หรือไม่ก็ต่ำกว่า 1 เมตร ไปเลย จะได้เสียค่าทรายถมแทนไม้แบบน้อยลง แต่กรณีเป็นพื้นสำเร็จอาจใช้ระยะสูง 1 เมตรได้ เพราะใต้พื้นสำเร็จมีเฉพาะเสาเล็กๆ ค้ำยันอยู่ การย้ายออกมาจึงง่ายและไม่จำเป็นต้องถมทรายสูงจนถึงท้องพื้น

จงมีชีวิตอยู่เท่าที่มันมี

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555


ภาพจาก: http://bigthink.com/ideafeed/can-government-make-you-happy

จงมีชีวิตอยู่เท่าที่มันมี
มนุษย์เราก็ไม่ปรกติทั้งสิ้น มันอยู่ที่ว่าเราจะต้านความกดดันนานัปการในโลกนี้ได้มากแค่ไหน เพียงอยากให้ประคองตนอยู่ในสติ หลีกหนีความเครียดที่ทำให้ไม่สบายใจ เพื่อจะยืนหยัดการมีชีวิตกันให้ได้ต่อไป เป็นอุทาหรณ์ให้ตัวเอง อ่านข่าวเราก็อ่านอย่างมีสติ คิดไปด้วย ไม่ได้อ่านแล้วแสร้งสร้างจินตนาการ หรือซ้ำเติมใครหรอกครับ พึงให้เกียรติผู้วายชนม์เสมอ

ความตายเหมือนไฟวาบสำลี แล้วมันก็หายไปเป็นดังเถ้าธุลี จะทำสิ่งเหล่านี้เพื่ออะไร วัฏสงสารเป็นเรื่องไม่เที่ยง จงมีชีวิตอยู่เท่าที่มันมี สิ่งที่ไม่มีสิ่งที่ยังไม่เกิดการไปคิดไขว่คว้ามา มันย่อมเป็นทุกข์ ทุกข์มากก็จะยิ่งไร้ปัญญาทำได้ทุกอย่าง ทำได้แม้แต่ทำลายตัวเอง เพราะคิดว่าตนเองคือต้นตอแห่งปัญหา แท้จริงแล้วปัญหามันอยู่ของมันเช่นนั้นเอง...เราเดินหนีมันก็ไม่ตามแล้ว ทุกปัญหาล้วนมีทางออก เพียงมีสติ เดินออกมาข้างนอกแล้วมองกลับเข้าไป ค่อยๆคิด ค่อยๆคลายด้วยปัญญา...สุดท้ายเราจะค้นพบว่า โลกนี้มันไม่มีทั้งตัวกูและของกูเหมือนท่านพุทธทาสว่าไว้อย่างแท้จริง ทุกสิ่งล้วนอุปโลกด้วยความละโมภอยากมีทั้งเพน (ต้องกราบอภัยถ้าได้ล่วงเกิน)

ข้อมูลจาก: Forward Mail

รางรถไฟกับการตัดสินใจ



รางรถไฟกับการตัดสินใจ...
มีเด็กกลุ่มหนึ่งเล่นกันใกล้รางรถไฟ2 ราง
รางหนึ่งอยู่ในระหว่างการใช้งาน
ในขณะที่อีกรางหนึ่งไม่ได้ใช้งานแล้ว
มีเพียงเด็กคนเดียวเท่านั้นที่เล่นบนรางที่ไม่ได้ใช้งาน
ส่วนเด็กที่เหลือนั่งเล่นอยู่บนรางที่ยังใช้งานอยู่

เมื่อรถไฟแล่นมาคุณอยู่ใกล้ๆที่สับรางรถไฟ
คุณสามารถเปลี่ยนทางรถไฟไปยังรางที่ไม่ได้ใช้งาน
เพื่อช่วยชีวิตเด็กส่วนใหญ่
แต่นั่นหมายถึงการเสียสละชีวิตของ
เด็กคนที่เล่นอยู่บนรางที่ไม่ได้ใช้งาน

หรือคุณเลือกจะปล่อยให้รถไฟวิ่งทางเดิม?

3 ข้อควรคิด ก่อนรีไฟแนนซ์

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555


สวัสดีครับ จากการที่ผมและทีมกูรูได้ไปออกบูธให้คำปรึกษาทางการเงินในงาน Money Expo 2012 ที่ผ่านมา ผมรู้สึกได้ว่าเรื่องของการรีไฟแนนซ์บ้าน เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากผู้คนมากมายเลยครับ มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่เดินเข้ามาเพื่อขอปรึกษาเรื่องการรีไฟแนนซ์บ้าน ดังนั้น วันนี้ผมเลยนำ “3 ข้อควรคิด ก่อนรีไฟแนนซ์” มาฝากกัน เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านครับ

ใคร ๆ ก็ฝันอยากมีบ้านเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น แต่การซื้อบ้านมักจะมาพร้อมกับภาระทางการเงินก้อนโตและเป็นภาระที่จะอยู่กับเราไปเกือบครึ่งชีวิตเลยทีเดียว ยิ่งสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มผ่อนในช่วงแรก ๆ แล้ว ยอดเงินต้นและดอกเบี้ยในใบเสร็จรับเงินกับทางธนาคารมักจะเป็นสิ่งที่บั่นทอนกำลังใจในการทำฝันให้เป็นจริง เพราะยอดเงินต้นลดไปเพียงเล็กน้อย แต่ยอดดอกเบี้ยนั้นมากมายจนทำให้รู้สึกว่า “การผ่อนบ้านนั้นช่างยาวนานเสียเหลือเกิน” ดังนั้น ส่วนใหญ่แล้ว พวกเราก็อยากปิดหนี้ไว ๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแพงๆ ทุกเดือน